สกร.แจงด่วน ปมหนังสือเรียน พร้อมรับฟังทุกข้อห่วงใย เดินหน้าเร่งสำรวจทั่วประเทศ
- ข่าวการศึกษา
- สกร.แจงด่วน ปมหนังสือเรียน พร้อมรับฟังทุ...

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ชี้แจงกรณีมีข้อสังเกตเกี่ยวกับหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ของหน่วยงานว่า กรมฯ รับฟังทุกข้อห่วงใยจากสังคมด้วยความเคารพ และไม่ได้นิ่งนอนใจต่อประเด็นดังกล่าว ดำเนินการสำรวจและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดซื้อ การจัดหา การได้รับ และการใช้หนังสือเรียนของสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ของผู้เรียนและประชาชนเป็นสำคัญ
ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า หนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้เรียนที่พลาดโอกาส ขาดโอกาส หรืออยู่นอกระบบโรงเรียน ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีคุณภาพ และสามารถนำความรู้ไปใช้พัฒนาตนเอง อาชีพ ชุมชน และสังคมได้จริง
ทั้งนี้ จากข้อสั่งการของนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ได้รับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และได้ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงหลักสูตร รวมถึงหนังสือเรียนมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว พร้อมแสวงหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เกิดความชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะการให้ สกร. ดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญ คือ ชี้แจงข้อเท็จจริงและเหตุผลการใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งใช้มาเป็นระยะเวลานาน ตั้งคณะกรรมการประเมินมาตรฐานหนังสือเรียนโดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอกเข้าร่วมเป็นกรรมการ และตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่เรียนในพื้นที่ฝั่งธนบุรี
อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวเพิ่มเติมว่า สกร. ขอบคุณทุกเสียงสะท้อนจากสังคม โดยยืนยันว่าการดำเนินงานครั้งนี้จะยึดหลักข้อเท็จจริง ไม่สรุปผลล่วงหน้า และใช้ข้อมูลจริง เอกสารหลักฐาน รวมถึงผลการใช้จริงจากพื้นที่เป็นฐานในการทบทวน ปรับปรุง และยกระดับระบบการจัดหาและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน
สำหรับข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นั้น สกร. ขอเรียนชี้แจงว่า การใช้หลักสูตรดังกล่าวในบางส่วน มิใช่การยึดติดกับหลักสูตรเดิม หรือการใช้หลักสูตรเก่าแทนหลักสูตรใหม่ หากแต่เป็นการบริหารจัดการในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อคุ้มครองสิทธิและความต่อเนื่องทางการศึกษาของผู้เรียนที่ได้ขึ้นทะเบียนหรืออยู่ระหว่างการเรียนตามหลักสูตรเดิม ให้สามารถสะสมผลการเรียน เทียบโอน วัดและประเมินผล และสำเร็จการศึกษาได้อย่างมีมาตรฐาน โดยไม่ถูกกระทบจากการเปลี่ยนผ่านหลักสูตร เนื่องจากการลงทะเบียนเรียนของนักศึกษา สกร. มีลักษณะการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นตามบริบทและความพร้อมของผู้เรียนเพราะ สกร.คำนึงถึงความจำเป็นนักศึกษาที่ไม่สามารถเรียนได้เต็มเวลาของหลักสูตร ที่สำคัญ สกร. ได้มีการประเมินหลักสูตร พ.ศ. 2551 อย่างเป็นระบบแล้ว โดยใช้รูปแบบการประเมินซิปโมเดล หรือ CIPP Model ครอบคลุมด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของหลักสูตร การนำหลักสูตรไปใช้จริง คุณภาพผู้เรียน และแนวทางการพัฒนาหลักสูตรในระยะต่อไป ซึ่งผลการประเมินดังกล่าวเป็นฐานสำคัญในการจัดทำหลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ดังนั้น หลักสูตร 2551 จึงเป็นหลักสูตรฐานเดิมที่ต้องบริหารเพื่อคุ้มครองผู้เรียนเดิม ส่วนหลักสูตร 2567 คือหลักสูตรฐานใหม่ที่ใช้ขับเคลื่อนภารกิจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในระยะต่อไป การดำเนินการทั้งสองส่วนจึงเป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านอย่างมีระบบ มีข้อมูลรองรับ และไม่ทิ้งผู้เรียนไว้กลางทาง
สำหรับการสำรวจข้อมูลที่ได้ดำเนินการแล้วนั้น สถานศึกษาได้รายงานข้อมูลการซื้อหนังสือและสื่อการเรียนรู้ รายภาคเรียน วิชา ชื่อหนังสือ ราคาต่อเล่ม จำนวน และบริษัทที่ซื้อ รวมถึงวิธีการจัดซื้อ และประเภทงบประมาณ นอกจากยังได้แยก พิจารณา 2 หลักสูตร ได้แก่
1. หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
2. หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567
การแยกข้อมูลดังกล่าว จะช่วยให้สามารถจำแนกข้อเท็จจริงระหว่างสื่อที่ใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากหลักสูตรเดิม กับสื่อที่พัฒนาสำหรับหลักสูตรใหม่ได้อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ การบริหารจัดการสื่อในช่วงเปลี่ยนผ่าน กรมฯ จะคำนึงถึงสิทธิ ความต่อเนื่อง และโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียนที่กำลังศึกษาในหลักสูตรเดิม ควบคู่กับการเร่งพัฒนาหนังสือเรียน สื่อดิจิทัล คลังสื่อการเรียนรู้ และเครื่องมือสนับสนุนครู ให้สอดคล้องกับหลักสูตร พ.ศ. 2567 ซึ่งมุ่งเน้นสมรรถนะผู้เรียน การเชื่อมโยงกับชีวิตจริง อาชีพ เทคโนโลยี และบริบทของสังคมปัจจุบัน
ในการชี้แจงประเด็นดังกล่าว กรมฯ เห็นว่าจำเป็นต้องอธิบายข้อเท็จจริงโดยยึดลำดับเวลาอย่างชัดเจนว่า หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นฐานหลักสูตรเดิมที่ยังต้องบริหารจัดการเพื่อคุ้มครองสิทธิและความต่อเนื่องทางการศึกษาของผู้เรียนเดิม แต่หนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ประกอบหลักสูตรดังกล่าวมิได้หยุดนิ่งอยู่ที่ปี 2551 หรือเป็นหนังสือชุดเดียวที่ไม่มีการดำเนินการเพิ่มเติม
จากข้อมูลใบอนุญาตให้ใช้หนังสือเรียน กศน. หลักสูตร 2551 ตลอดหลักสูตร พบว่า หนังสือเรียนรายวิชาบังคับมีปีที่ได้รับอนุญาตให้ใช้หลายช่วงเวลา เช่น ปี 2555 ปี 2556 ปี 2563 ปี 2564 และปี 2565 ขณะที่หนังสือเรียนรายวิชาเลือกมีข้อมูลในหลายช่วงเวลาเช่นกัน เช่น ปี 2559 ปี 2563 ปี 2564 และปี 2565 สะท้อนให้เห็นว่า แม้หลักสูตร 2551 จะเป็นฐานหลักสูตรเดิม แต่หนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ที่ใช้ประกอบหลักสูตรมีการพิจารณาอนุญาตให้ใช้ตามช่วงเวลา มิใช่การใช้หนังสือชุดเดิมตั้งแต่ปี 2551 โดยไม่มีการดำเนินการใดเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ในปี 2560 สำนักงาน กศน. ในขณะนั้น ได้มีหนังสือแจ้งสำนักพิมพ์เอกชนให้ทบทวนและแก้ไขข้อมูลในหนังสือเรียนที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติไทย พระมหากษัตริย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้สำนักพิมพ์ตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสม และความเป็นปัจจุบันของเนื้อหาก่อนจัดพิมพ์จำหน่ายให้สถานศึกษา พร้อมกำหนดแนวทางการแก้ไขประกอบอย่างชัดเจน กรณีดังกล่าวสะท้อนว่า หน่วยงานให้ความสำคัญกับความถูกต้องของเนื้อหา และมีการแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขเมื่อพบประเด็นที่ควรปรับให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงและบริบทของเวลา
ขณะเดียวกัน สำนักงาน กศน. ในขณะนั้น ยังได้ดำเนินการติดตามผลการใช้สื่อและศึกษาสภาพความต้องการในการใช้สื่อจากพื้นที่จริง โดยรายงานผลการศึกษาสภาพและความต้องการในการใช้สื่อเพื่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เอกสารวิชาการลำดับที่ 1/2564 ระบุว่า มีการเก็บข้อมูลจากสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้นอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีแบบสอบถามจากสถานศึกษาตอบกลับ 844 แห่ง และเมื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลแล้วใช้วิเคราะห์ได้ 431 แห่ง แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานเคยรับฟังข้อมูลจากผู้ใช้สื่อในพื้นที่จริง เพื่อประกอบการพัฒนาสื่อให้สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนและสถานศึกษา
อย่างไรก็ตาม กรมฯ เห็นว่าการดำเนินงานในระยะต่อไปจำเป็นต้องยกระดับระบบกำกับดูแลหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้ให้ครอบคลุมมากขึ้น จากเดิมที่มุ่งพิจารณาความสอดคล้องของเนื้อหากับหลักสูตร การอนุญาตให้ใช้หนังสือเรียน และการรับฟังผลการใช้สื่อจากสถานศึกษา ไปสู่การกำหนดแนวทางกลางเพิ่มเติมในด้านมาตรฐานราคา มาตรฐานรูปเล่ม คุณภาพการผลิต ความเหมาะสมของรูปแบบหนังสือ แหล่งจัดหา วิธีการจัดซื้อ และความคุ้มค่าต่อผู้เรียนและงบประมาณของรัฐ
ดังนั้น การสำรวจหนังสือเรียนทั่วประเทศในครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการรวบรวมรายชื่อหนังสือเท่านั้น แต่เป็นการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อแยกให้ชัดว่า หนังสือและสื่อรายการใดใช้กับหลักสูตรเดิม พ.ศ. 2551 รายการใดใช้กับหลักสูตรใหม่ พ.ศ. 2567 ได้รับอนุญาตให้ใช้ในช่วงเวลาใด จัดหาจากแหล่งใด ราคาต่อเล่มเท่าใด รูปเล่มและคุณภาพการผลิตเหมาะสมหรือไม่ และมีผลการใช้จริงในพื้นที่อย่างไร เพื่อให้การทบทวนและยกระดับหนังสือเรียนของ สกร. ดำเนินไปบนฐานข้อมูลจริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และนำไปสู่การกำหนดมาตรการกลางด้านคุณภาพเนื้อหา ราคา รูปเล่ม การจัดหา และการติดตามผลการใช้สื่อ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน
เพื่อให้การดำเนินการตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในประเด็นการตั้งคณะกรรมการประเมินมาตรฐานหนังสือของ สกร. เป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอกเข้าร่วม
กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้ดำเนินการออกคำสั่งที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน จำนวน 2 คำสั่ง ได้แก่
1. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินมาตรฐานและแก้ปัญหาคุณภาพหนังสือเรียน
2. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและประเมินสื่อหนังสือเรียนที่ใช้ในการจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับของสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้
โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภายนอกเข้าร่วมเป็นกรรมการ เพื่อประเมินคุณภาพ ความถูกต้อง ความเหมาะสม และความสอดคล้องของสื่อกับหลักสูตร รวมทั้งติดตามผลการใช้สื่อในการจัดการเรียนรู้จากพื้นที่จริง เพื่อนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ กรมฯ จะใช้ผลการดำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าว ประกอบกับข้อมูลการสำรวจหนังสือเรียนทั่วประเทศ เพื่อจัดทำข้อสรุปและข้อเสนอเชิงระบบเสนอต่อผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการตามข้อสั่งการต่อไป
ในระยะเร่งด่วน กรมฯ ได้ดำเนินการ 5 เรื่องสำคัญ ดังนี้
1. สำรวจข้อมูลหนังสือและสื่อการเรียนรู้ทั่วประเทศ แยกตาม 2 หลักสูตรอย่างชัดเจน
2. รวบรวมและตรวจสอบข้อมูลแหล่งจัดหา ราคา งบประมาณ วิธีการจัดซื้อ และเอกสารหลักฐาน
3. ดำเนินการตามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อศึกษา แก้ปัญหา ติดตาม และประเมินมาตรฐานหนังสือเรียนและสื่อการเรียนรู้
4. ประเมินผลการใช้จริงจากผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกร่วมพิจารณา
5. ทบทวนรายการสื่อเดิม และจัดทำแนวทางบริหารช่วงเปลี่ยนผ่านสู่หลักสูตรใหม่โดยไม่กระทบสิทธิผู้เรียน ควบคู่กับการพัฒนาหนังสือเรียน สื่อดิจิทัล และเครื่องมือสนับสนุนครู ให้สอดคล้องกับบริบทโลกยุคปัจจุบัน
นอกจากนี้ กรมฯ ยังรับทราบข้อห่วงใยเกี่ยวกับสถานที่เรียนและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งธนบุรี ซึ่งมีข้อสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการเช่าพื้นที่ของเอกชนหรือใช้พื้นที่ภายในวัดเพื่อจัดการเรียนรู้หรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้มอบหมายรองอธิบดีที่รับผิดชอบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ลงพื้นที่หรือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และนำไปกำหนดแนวทางสนับสนุนหรือแก้ไขปัญหา โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ
ข้อมูลที่ได้รับจากการสำรวจ จะถูกจัดทำเป็นฐานข้อมูลกลางของกรม เพื่อใช้ประกอบการรายงานต่อผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ การชี้แจงต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการกำหนดนโยบายพัฒนาระบบสื่อการเรียนรู้ของ สกร. บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ โดยกรมฯ จะเร่งสรุปผลเบื้องต้นและแนวทางดำเนินการในระยะเร่งด่วน เพื่อนำเสนอผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการตามขั้นตอนต่อไป
กรมส่งเสริมการเรียนรู้ยืนยันว่า ทุกข้อห่วงใยจากสังคมจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยข้อมูลจริงและหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่สรุปผลล่วงหน้า และดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศอย่างยั่งยืน