อธิบดี สกร. ศึกษาดูงานฟาร์มเกษตรธรรมชาติ MOA โอฮิโตะ รับฟังงานวิจัยบูรณาการเกษตรและการแพทย์

อธิบดี สกร. ศึกษาดูงานฟาร์มเกษตรธรรมชาติ MOA โอฮิโตะ รับฟังงานวิจัยบูรณาการเกษตรและการแพทย์ ต่อยอดองค์ความรู้สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
2026-07-09 08:38:10
img-news
     ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย นางสาววัชรีวรรณ กันเดช รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นางวิบูลผล พร้อมมูล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชลบุรี และคณะ ศึกษาดูงาน ณ ฟาร์มเกษตรธรรมชาติ MOA โอฮิโตะ (MOA Ohito Research Farm) จังหวัดชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น โดยมี นายอาเบะ ทาคุ ประธานกรรมการมูลนิธิเกษตรธรรมชาติ MOA พร้อมคณะผู้บริหาร นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญ ให้การต้อนรับ นำชมพื้นที่วิจัย แปลงสาธิต และสวนสุขภาพ พร้อมนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของฟาร์ม ซึ่งเป็นศูนย์วิจัย ทดลอง และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติของมูลนิธิ MOA ที่บูรณาการงานวิจัย การผลิต และการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เกษตรกร นักวิชาการ และผู้สนใจจากนานาประเทศ ในการนี้ คณะได้รับฟังการบรรยายและผลการวิจัยด้านเกษตรธรรมชาติ โดย ดร. คาโตะ โคทาโร (Dr. Kotaro Kato) นักวิจัยจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์สุขภาพ MOA ภายใต้หัวข้อ “การดำเนินงานจากมุมมองของการบูรณาการระหว่างการเกษตรและการแพทย์” ซึ่งนำเสนอผลการศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการผลิตทางการเกษตรมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่คุณภาพของอาหาร การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ผลกระทบจากการใช้สารเคมี การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมหลักฐานเชิงวิจัยว่า เกษตรธรรมชาติและเกษตรอินทรีย์สามารถลดการปนเปื้อนของสารเคมี ลดการชะล้างไนโตรเจนสู่แหล่งน้ำ ฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และส่งเสริมความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาวะของมนุษย์
    ดร. คาโตะ โคทาโร เน้นย้ำว่า งานเกษตรไม่ได้มีบทบาทเพียงการผลิตอาหาร แต่เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสุขภาพที่ดีและการดูแลสิ่งแวดล้อม จึงควรส่งเสริมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคการเกษตรและภาคการแพทย์ โดยใช้เกษตรธรรมชาติและเกษตรอินทรีย์เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน รักษาระบบนิเวศ และสร้างสุขภาวะของประชาชนอย่างยั่งยืน
จากนั้น คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้เยี่ยมชมพื้นที่วิจัย แปลงสาธิต และสวนสุขภาพภายในฟาร์ม พร้อมรับฟังการอธิบายการออกแบบพื้นที่เพาะปลูกที่คำนึงถึงลักษณะของดิน สภาพภูมิประเทศ ปริมาณแสงแดด ความชื้น และสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด ตลอดจนแนวทางการจัดการพื้นที่ตามหลักเกษตรธรรมชาติ ทั้งการจัดการระบบน้ำ การปลูกพืชให้สอดคล้องกับฤดูกาล การเพิ่มอินทรียวัตถุ การบำรุงรักษาดิน และการหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศและสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่เกษตร
   ด้านคณะนักวิจัยอธิบายว่า “ดิน” คือหัวใจของเกษตรธรรมชาติ จึงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและรักษาคุณภาพของดินอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มอินทรียวัตถุ ส่งเสริมการทำงานของจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตในดิน ปรับโครงสร้างดินให้สามารถอุ้มน้ำและระบายอากาศได้อย่างเหมาะสม พร้อมติดตามคุณภาพของดินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำข้อมูลมาวางแผนการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ อันเป็นพื้นฐานของการผลิตอาหารที่มีคุณภาพและการสร้างความยั่งยืนของระบบเกษตร
ระหว่างการศึกษาดูงาน ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช ได้สอบถามคณะนักวิจัยถึงระยะเวลาที่ใช้ในการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกสู่ระบบเกษตรธรรมชาติ รวมถึงการออกแบบแปลงวิจัยเพื่อควบคุมคุณภาพของงานวิจัย โดยนักวิจัยชี้แจงว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรธรรมชาติจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลา เพื่อให้จุลินทรีย์และระบบนิเวศในดินฟื้นตัวจนเกิดความสมดุล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพของผลผลิต ขณะที่แปลงวิจัยทั้ง 3 แปลง ถูกจัดวางห่างกันประมาณ 2 เมตร เพื่อควบคุมตัวแปรด้านสภาพแวดล้อม และมีการเก็บตัวอย่างบริเวณหน้าดินด้วยเครื่องมือเฉพาะก่อนนำไปวิเคราะห์ตามกระบวนการวิจัย เพื่อให้ผลการศึกษามีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
ภายหลังการเยี่ยมชม อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้กล่าวชื่นชมแนวทางการบริหารจัดการของฟาร์มที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ (Ecosystem) มากกว่าการพึ่งพาสารเคมี โดยอาศัยความสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ในดิน แมลงที่เป็นประโยชน์ พืช และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ให้ทำหน้าที่เกื้อกูลและควบคุมกันเองตามธรรมชาติ ช่วยลดการระบาดของศัตรูพืช รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และลดความจำเป็นในการใช้สารเคมีสังเคราะห์ จนเกิดเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรรมที่เคารพธรรมชาติและสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม
จากนั้น คณะได้เดินทางศึกษาดูงานต่อ ณ คลินิกการแพทย์บูรณาการโอคุอาตามิเรียวอิน (Okuatami Ryoin Integrative Medicine Clinic) เพื่อเรียนรู้แนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของมูลนิธิ MOA ที่เชื่อมโยงศาสตร์ด้านการแพทย์ เกษตรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน โดยคณะได้ร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะ ประกอบด้วย การจัดดอกไม้ เพื่อเสริมสร้างสมาธิและความสมดุลทางอารมณ์ พิธีชงชาแบบญี่ปุ่น ที่สะท้อนแนวคิดแห่งความสงบ ความประณีต และการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ตลอดจนกิจกรรมชำระล้างบำบัดตามแนวทางการแพทย์บูรณาการของ MOA ซึ่งมุ่งส่งเสริมความสมดุลของร่างกายและจิตใจควบคู่กับการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ โดยภายในกระบวนการบำบัดยังมีการประยุกต์ใช้คลื่นอัลฟา (Alpha Wave) เพื่อช่วยเสริมการผ่อนคลายและการฟื้นฟูร่างกาย ทั้งนี้ แนวทางการดูแลจะได้รับการพิจารณาและปรับให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและอาการของแต่ละบุคคล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างเหมาะสม
    ดร.เกศทิพย์ กล่าวว่า แนวคิดของมูลนิธิ MOA สะท้อนให้เห็นว่า “การเกษตร สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ” เป็นเรื่องเดียวกัน การดูแลความอุดมสมบูรณ์ของดิน การรักษาระบบนิเวศ และการพัฒนาสุขภาวะแบบองค์รวม ล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่มุ่งสร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และนำองค์ความรู้มาพัฒนาหลักสูตร แหล่งเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถพึ่งพาตนเอง ดูแลสุขภาพ และพัฒนาชุมชนได้อย่างยั่งยืน
   สำหรับการศึกษาดูงานครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้กับมูลนิธิ MOA ภายหลังการต่ออายุบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โดยองค์ความรู้จากฟาร์มเกษตรธรรมชาติและคลินิกการแพทย์บูรณาการของ MOA จะถูกนำมาต่อยอดในการพัฒนาหลักสูตร แหล่งเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาติ สุขภาวะ และการพัฒนาชุมชน ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรและเครือข่ายการเรียนรู้ของ สกร. เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติ อันนำไปสู่การพัฒนาชุมชนและสังคมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน
0:00
0:00
/
0:00
0:00
/
0:00