"รอง อธ.รุ่งอรุณ" ชวนคน สกร.ภาคตะวันออกเปลี่ยนจาก “ผู้จัดกิจกรรม” สู่ “ผู้ออกแบบโอกาสการเรียนรู้”
- ข่าวการศึกษา
- "รอง อธ.รุ่งอรุณ" ชวนคน สกร.ภาคตะวันออกเ...
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ชวนคน สกร. ภาคตะวันออกเปลี่ยนจาก “ผู้จัดกิจกรรม” สู่ “ผู้ออกแบบโอกาสการเรียนรู้” ย้ำมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง ให้ทุกคนเรียนรู้และไปต่อได้
2026-09-24 13:40:08

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มอบหมายให้ ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ บรรยายและมอบแนวทางการจัดการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ในการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการพัฒนาบุคลากรและการจัดกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ในพื้นที่ภาคตะวันออก ณ โรงแรมพัทยาบูติค ซิตี้ แอนด์ บราโว พัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อเปิดมุมมองและสร้างความเข้าใจในการขับเคลื่อนงานจากนโยบายสู่การปฏิบัติ ให้สอดคล้องกับบริบทของประชาชนและพื้นที่
ดร.รุ่งอรุณ กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจากสำนักงาน กศน. สู่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อหน่วยงาน แต่เป็นการเปลี่ยนกรอบคิดและบทบาทของบุคลากร จากเดิมที่อาจคุ้นเคยกับการเป็น “ผู้จัดกิจกรรม” ไปสู่การเป็น “ผู้ส่งเสริมและผู้ออกแบบโอกาสการเรียนรู้” ที่มองประชาชนเป็นศูนย์กลาง เห็นคุณค่าของความรู้ ทักษะ และประสบการณ์เดิมของแต่ละคน และสามารถเชื่อมสิ่งเหล่านั้นไปสู่การพัฒนาตนเอง การศึกษา การประกอบอาชีพ ตลอดจนการสะสมและเทียบโอนผลการเรียนรู้ได้
ทั้งนี้ พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 กำหนดการเรียนรู้ไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ โดยมุ่งให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโอกาสการเรียนรู้ได้ตามความต้องการและบริบทของชีวิต
รองอธิบดี สกร. เน้นว่า การสร้างภาพจำใหม่ของ “สกร.” ต้องเกิดจากคุณภาพของงานและผลที่เกิดขึ้นกับประชาชน บุคลากรจึงควรเปลี่ยนคำถามจาก “เรามีหลักสูตรหรือกิจกรรมอะไร” ไปสู่ “คนตรงหน้าเรากำลังต้องการอะไร และต้องเรียนรู้อะไรจึงจะไปต่อได้” เพราะการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพไม่ควรเริ่มจากความสะดวกของผู้จัด แต่ต้องเริ่มจากปัญหา ความสนใจ ความต้องการ และศักยภาพของผู้เรียน รวมถึงบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และอาชีพของแต่ละพื้นที่
ในด้านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ดร.รุ่งอรุณ กล่าวว่า หัวใจสำคัญคือการทำให้ผู้เรียนเป็น Active Learner หรือผู้เรียนรู้ที่มีส่วนร่วมและตื่นตัว ผู้เรียนจะอยากเรียนเมื่อมองเห็นว่าสิ่งที่เรียนมีความหมายกับชีวิต สามารถนำไปใช้ แก้ปัญหา หรือสร้างโอกาสให้ตนเองได้ ครูและผู้จัดการเรียนรู้จึงต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ถ่ายทอดเนื้อหา ไปสู่ผู้สร้างสถานการณ์และออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง พร้อมทั้งมีหลักฐานและร่องรอยการดำเนินงานที่สามารถสะท้อนผลลัพธ์ของผู้เรียนได้อย่างชัดเจน
สำหรับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน ดร.รุ่งอรุณ ระบุว่า Generative AI (GenAI) สามารถเป็นเครื่องมือช่วยค้นข้อมูล ออกแบบสื่อและนวัตกรรม วางแผนการเรียนรู้ เขียนร่างโครงการ ตลอดจนลดภาระงานที่ซ้ำซ้อนได้ แต่บุคลากรต้องไม่มอบการตัดสินใจทั้งหมดให้ AI และต้องตรวจสอบความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ และความสอดคล้องกับบริบทจริงอยู่เสมอ โดยย้ำว่า “ใช้ AI ให้เก่งขึ้นได้ แต่ต้องไม่ใช้ AI จนเรามองคนได้น้อยลง”
ในส่วนของแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) รองอธิบดี สกร. กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่หรือใช้งบประมาณจำนวนมาก หากเป็นงานที่ได้ลงมือทำจริง มีผลลัพธ์ที่ดี มีหลักฐาน สามารถอธิบายกระบวนการ และถ่ายทอดให้ผู้อื่นนำไปประยุกต์ใช้ได้ ก็สามารถพัฒนาเป็นแนวปฏิบัติที่มีคุณค่าได้ ขณะที่การประกันคุณภาพควรถูกมองเป็นกระบวนการพัฒนางานประจำ ไม่ใช่งานที่จัดทำขึ้นเฉพาะช่วงรับการประเมิน โดยใช้วงจร PDCA ได้แก่ Plan–Do–Check–Act เป็นกลไกในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเผยแพร่ผลการดำเนินงานที่มีคุณภาพสู่สาธารณะ
สำหรับการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ดร.รุ่งอรุณ ชวนให้บุคลากรมองให้ลึกกว่าตัวเลขในระบบ เพราะเด็กและเยาวชนแต่ละคนมีเหตุผลของการหลุดจากระบบแตกต่างกัน การทำงานจึงต้องเริ่มจากการค้นหาให้พบ เข้าใจสาเหตุ ช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหา และเชื่อมต่อกับสถานศึกษา หน่วยงาน หรือโอกาสการเรียนรู้ที่เหมาะสม โดยอาศัยกลไกระดับพื้นที่และความร่วมมือของภาคีเครือข่าย เพื่อให้การช่วยเหลือไม่สิ้นสุดเพียงการ “พบตัว” แต่สามารถทำให้เด็กและเยาวชน “กลับเข้าสู่โอกาส” และเดินต่อได้จริง
ดร.รุ่งอรุณ ยังเน้นว่า สกร. ในฐานะหน่วยงานทางการศึกษา ต้องสร้างความโดดเด่นด้วย คุณภาพทางการศึกษาและความเข้มแข็งทางวิชาการ ควบคู่กับประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ โดยการจัดการเรียนรู้ต้องมุ่งพัฒนา “สมรรถนะ” ให้ผู้เรียนไม่เพียงมีความรู้ แต่สามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของ หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2569) ที่ให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงชีวิตจริง การเทียบโอนผลการเรียนรู้ และบริบทของผู้เรียนแต่ละคน โดยกรมมีเป้าหมายขยายการใช้หลักสูตรทั่วประเทศในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2570
พร้อมกันนี้ การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิตควรเชื่อมโยงกับทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่ และภาคสถานประกอบการ ให้ประชาชนสามารถนำสิ่งที่เรียนไปใช้ในการดำรงชีวิต ประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ หรือพัฒนาทักษะใหม่ ทั้ง Reskill, Upskill และ New Skill ได้จริง โดยไม่จำเป็นที่สถานศึกษาจะต้องทำทุกอย่างด้วยตนเอง แต่ต้องรู้จักเชื่อมทรัพยากรและภาคีที่มีอยู่ในพื้นที่เข้ามาร่วมสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับประชาชน
ท้ายที่สุด รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ฝากให้บุคลากร สกร. ภาคตะวันออกกลับไปมองงานของตนเองจาก “ชีวิตของประชาชน” มากกว่าจำนวนโครงการ กิจกรรม หรือผู้เข้าร่วม เพราะคุณค่าที่แท้จริงของงาน สกร. อยู่ที่การทำให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และมีเส้นทางไปต่อในชีวิตได้
“อย่าเริ่มจากว่า สกร. มีอะไรให้เรียน แต่ให้เริ่มจากว่า คนตรงหน้าเรา ต้องเรียนรู้อะไรจึงจะไปต่อได้”
นี่คือแก่นสำคัญของการทำงาน สกร. ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว—มองคนก่อนหลักสูตร มองชีวิตก่อนกิจกรรม และทำให้ทุกการเรียนรู้เชื่อมต่อไปสู่โอกาสที่ดีกว่า